คำพิพากษา ศาลรัฐธรรมนูฐโลก


 


ความอาญา
ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์
พันตำรวจโทวิศิษฎ์ สุนทราวัฒน์หรือ ทองโม้ จำเลย
เรื่อง ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ ต่อพระราชินี ต่อรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

โจทก์ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค ๒ ลงวันที่ ๒๘ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒ ศาลฎีการับวันที่ ๑๙ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓

โจทก์ฟ้องว่า วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๘ เวลากลางวัน จำเลยซึ่งเป็นเจ้าของและผู้จัดรายการสถานีวิทยุชมชน ชื่อรายการ "ช่วยกันคิดช่วยกันแก้" โฆษณาโดยการกระจายเสียงในรายการดังกล่าว มีข้อความว่า "ท่านผู้ฟังครับ ในรายการที่ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ เบอร์โทรก็ ๐๓๘-๔๔๓๘๘๘ เมื่อสักครู่มีเบอร์โทรเข้ามาหลังไมค์ มาสอบถามเรื่องว่า ทำไมคุณณัชกฤชสอบตก เพราะสาเหตุใด สาเหตุใดเราไม่ต้องพูดถึงหรอกครับ เอาว่า การที่เราสอบตกนั้นเนี๊ยะ ทุกวันผมเดินด้วยความภาคภูมิใจอย่างสง่างามจากในหน้าที่ตอบรับดี ผมได้เจอะเจอ ทุกวันนี้มีแต่ความรู้สึกดี ๆ ฉะนั้น เราก็มีความภาคภูมิใจในตัวเรานะครับว่า เราคงยึดอุดมการณ์ แล้วก็มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ให้กับท่านผู้ฟังได้ทราบด้วยว่า ทำไมละ คุณต้องลงสมัครแข่งกับเขา ท่านผู้ฟังครับ เดี๋ยวคุยกัน รับสายหนึ่งก่อน เอ สวัสดีครับ เอ สวัสดีครับ ถึงจะสอบตก แต่เป็นบุคคลที่สะอาด ก็พอใจแล้วครับ เอ สวัสดีครับ ก็ขอขอบคุณครับ พี่น้องชาวเซิดน้อยนะครับ ที่ให้กำลังใจเรา เรามาพูดถึงว่าคนดีนะ ที่ท่านผู้ฟัง นักจัดรายการแถวเซิดน้อยบอกว่า คนดีอยู่หลังเขา เขาก็จะเอามา คุณสอบตกกี่ครั้งแล้ว ก็เหมือนกับอยู่กลางสระ แต่ผมภูมิใจครับว่า ผมเนี๊ยะ พูดอย่างเปิดอกเลยว่า ผมภูมิใจครับ ถ้าผมอยากเป็นสมาชิกอย่างท่าน ผมเป็นก่อนท่านแล้ว ผมเคยได้รับโอกาสนะครับ ชวนให้ไปเป็นสมาชิกเหมือนกับท่านที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ แต่ผมปฏิเสธครับ ท่านผู้ฟังครับ เพราะศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ในสิ่งใดที่เราคิดว่า เราเสียไปแล้วเนี๊ยะ ถ้าเราทำด้วยความอิสระ ทำด้วยความคิดเสรี เพื่อพี่น้องประชาชน เราไปครับ แต่ถ้าเราต้องไปแล้วต้องเป็นเหมือนกับสมัยรัชกาลที่ ๔ เราไม่เป็นครับท่าน ยุคนั้นหมดไปแล้ว แต่บ้านเมืองนี้อาจจะมีอยู่บ้างบางส่วนนะครับ บางส่วนยังมีอยู่บ้าง ก็คือ ความภาคภูมิใจในตัวผม คิดถึงทีไร เราก็มีความภาคภูมิใจตลอด" ให้แก่ประชาชนโดยทั่วไปภายในเขตอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งข้อความดังกล่าวมีความหมายเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาท ดูหมิ่นรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ในอดีต เปรียบเทียบว่า ยุคของพระองค์เหมือนต้องไปเป็นทาส ไม่มีความเป็นอิสระ มีการปกครองที่ไม่ดี ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้รัชกาลที่ ๔ เสื่อมเสียพระเกียรติยศ เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชัง โดยเจตนาทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่ตำบลบ้านบึง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ ๗๑๔/๒๕๕๐ ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และนับโทษจำคุกจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกจำเลยในคดีดังกล่าว

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ จำคุก ๔ ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกสองปี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ มีกำหนด ๒ ปี โดยกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก ๔ เดือนต่อครั้ง มีกำหนด ๑ ปี กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควร เป็นเวลา ๑๒ ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ให้ยกคำขอนับโทษต่อ

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ไม่รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ บัญญัติว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์..." บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ระบุว่า พระมหากษัตริย์จะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ซึ่งยังครองราชย์อยู่ในขณะกระทำความผิดหรือไม่ และก็มิได้ระบุว่า พระมหากษัตริย์ที่ถูกกระทำจะต้องเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยังคงครองราชย์อยู่ เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า บทบัญญัติดังกล่าวอยู่ในลักษณะ ๑ ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แสดงให้เห็นว่า แม้การกระทำความผิดจะกระทบต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท เพียงพระองค์เดียว ย่อมมีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ประเทศไทยปกครองโดยพระมหากษัตริย์มาตั้งแต่สร้าง เริ่มตั้งแต่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชจนกระทั่งระบอบประชาธิปไตยซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ปกครองโดยประชาชน เพื่อประชาชนก็ตาม แต่พระมหากษัตริย์ก็ยังคงได้รับความเคารพสักการะ ให้ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ เป็นจอมทัพไทย กฎหมายที่ผ่านรัฐสภาโดยฝ่ายนิติบัญญัติ การแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานศาลฎีกา พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่งกระทำโดยการสืบสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาล ทำให้พระมหากษัตริย์จะสืบทอดทางสันตติวงศ์ทางสายพระโลหิตต่อกันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราชวงศ์จักรีตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชต้นราชวงศ์ตลอดมาจนกระทั่งรัชกาลปัจจุบัน ประชาชนในประเทศจึงผูกพันกับพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นที่เคารพสักการะ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจึงบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือ บุคคลใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้ ด้วยเหตุนี้ การที่กฎหมายมิได้บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์จะต้องครองราชย์อยู่เท่านั้น ผู้กระทำจึงจะเป็นความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ แม้จะกระทำต่ออดีตพระมหากษัตริย์ซึ่งสวรรคตไปแล้ว ก็ยังเป็นความผิดตามบทกฎหมายดังกล่าว การหมิ่นประมาทอดีตพระมหากษัตริย์ก็ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่ยังคงครองราชย์อยู่ ดังจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชบิดาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งเป็นพระอัยกาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลปัจจุบัน หากตีความว่า พระมหากษัตริย์ต้องเป็นองค์ปัจจุบันที่ยังทรงครองราชย์อยู่ ก็จะเป็นช่องทางให้เกิดการละเมิด หมิ่นประมาท ให้กระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้ ดังได้กล่าวในเบื้องต้นมาแล้วว่า ประชาชนชาวไทยผูกพันกับสถาบันกษัตริย์มาตลอด แม้จะเสด็จสวรรคตไปแล้ว ประชาชนก็ยังเคารพสักการะ ยังมีพิธีรำลึกถึงโดยทางราชการจัดพิธีวางพวงมาลาทุกปี ดังนั้น หากมีการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้ว ก็ยังกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกของประชาชน อันจะนำไปสู่ความไม่พอใจ และอาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ที่โจทก์ฎีกาขอให้ไม่รอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ แสดงให้เห็นว่า จำเลยรู้สึกในการกระทำ จึงมีเหตุที่รอการลงโทษ เพื่อให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

พันตำรวจโทวิศิษฎ์ สุทราวัฒน์

ผู้พิพากษาศาลฎีกาจังหวัดเลย








ขอโทษเด๋อครับศาลเด็กน้อย สมทบนะ คันของผมดีกว่านะ ไปสถานพินิชให้เบิดเด๋อชุมเด็กนะนิสัยเสียผู้สาวมาฝึกงานกะไปหาจีบเอามาส่งผมนิเออเนาะหนีเด๋อ



กองตำรวจสอบสวนกลาง ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2484 มีฐานะเป็นกองบังคับการ เป็นการแยกหน้าที่การสืบสวนปราบปราม ออกมาจากตำรวจสันติบาลที่มีหน้าที่เกี่ยวกับคดีการเมืองเท่านั้น 

กองตำรวจสอบสวนกลางแบ่งออกเป็น 3 กองกำกับการ โดยกองกำกับการ 1 ทำหน้าที่อย่างกองปราบปราม คือค้นคว้าเกี่ยวกับสมุฎฐาน การประทุบร้ายต่าง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับคดีการเมือง ซึ่งกองปราบปราม ตั้งครั้งแรกในปี พ.ศ. 2491 จากการยกฐานะของกองสอบสวนกลาง เป็นกองบัญชาการสอบสวนกลาง กองกำกับต่าง ๆ จึงยกขึ้นเป็นกองชั้นกองบังคับการ กำหนดให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2491 เป็นต้นไป จึงถือว่าวันที่ 1 กันยายน ของทุกปีเป็นวันสถาปนากองบังคับการปราบปราม[1]

ในการจัดตั้งดังกล่าวนี้ได้แบ่งกองปราบปรามออกเป็น 5 กองกำกับการ กองกำกับการละ 3 แผนก พ.ศ. 2496 ได้มีการปรับปรุงส่วนราชการในกองปราบปรามใหม่ให้เหมาะสม แต่ยังคงมี 5 กองกำกับการเหมือนเดิม คือ กองกำกับการ 1 คดีอาญา แบ่งเป็น 5 แผนก กองกำกับการ 2 จู่โจม แบ่งออกเป็น 3 แผนก และมีตำรวจสุนัขเป็นหน่วยฝาก กองกำกับการ 3 ต่างจังหวัด แบ่งออกเป็น 3 แผนก กองกำกับการ 4 ข้าราชการทุจริตแบ่งออกเป็น 4 แผนก และกองกำกับการ 5 ภาษีอากร แบ่งออกเป็น 3 แผนก

พ.ศ. 2503 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 14 กันยายน 2503 ให้เปลี่ยนชื่อ กองปราบปราม เป็นกองสืบสวนสอบสวน” ขึ้นตรงต่อกองบัญชาการสอบสวนกลางแบ่งออกเป็น 6 กองกำกับการ กองกำกับการละ 5 แผนก ในปีพ.ศ. 2504 ได้เพิ่ม กองกำกับการ 7 ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับยาเสพย์ติดให้โทษ และเปลี่ยนแปลงชื่อกองสืบสวนสอบสวน กลับมาเป็น กองปราบปราม ดังเดิม

พ.ศ. 2525 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 10 พ.ศ. 2525 ให้ไว้ ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2525 ตั้งกองกำกับการ 8 เพิ่มเติม แบ่งส่วนราชการเป็น 8 แผนก มีหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญาทั่ว ๆ ไป ที่ผู้เสียหายเป็นชาวต่างประเทศ ในปีเดียวกันนี้ ได้มีคำสั่งกรมตำรวจ ตั้งหน่วยเฉพาะกิจป้องกันปราบปรามความผิดทางเศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชนและความมั่นคงของชาติ

พ.ศ. 2533 ได้มีมติคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ( ก.ตร.) ในการประชุมครั้งที่ 14/2533 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2533 และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2533 กำหนดให้มีหน่วยงานเพิ่มอีก 1 หน่วย คือ ฝ่ายอำนวยการ ประกอบงาน 13 งาน

พ.ศ. 2534 ได้มีมติคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ( ก.ตร.)ในการประชุมครั้งที่ 9/2534 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2534 ให้ยกฐานะกองกำกับการ 6 ขึ้นเป็นส่วนปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ โดยให้ขึ้นกับกรมตำรวจ และให้ขึ้นกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในเวลาต่อมา และในปีเดียวกันได้มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 17 พ.ศ. 2534 ให้ไว้ ณ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2534 ยกเลิก กองกำกับ 8 โดยยกฐานะเป็นกองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว สังกัดกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

พ.ศ. 2535 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจกระทรวงมหาดไทยฉบับที่ 18 พ.ศ. 2535 ให้ไว้ ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2535 ยกเลิกกองกำกับการ 7 โดยยกฐานะเป็นกองบัญชาการ ตำรวจปราบปรามยาเสพติด และในปีเดียวกันได้มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 20 พ.ศ. 2535 ให้ไว้ ณ วันที่ 2 มีนาคม 2535 ยกเลิกกองทะเบียนคนต่างด้าวและภาษีอากร โดยตั้งเป็นกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ

การยกเลิกกองกำกับการ 6, 7 และ 8 และการตั้งกองบังคับการสืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ ทำให้กองปราบปรามไม่ต้องรับผิดชอบงานป้องกันและปราบปรามที่เกี่ยวกับการทุจริต และประพฤติมิชอบในวงราชการ ยาเสพติด ตำรวจท่องเที่ยว และความผิดทางเศรษฐกิจโดยตรงอีกต่อไป 

พ.ศ. 2539 มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2539 ให้ไว้ ณ วันที่ 17 ตุลาคม 2539 โดยแบ่ง กองปราบปรามเป็น 6 กองกำกับการ คือกองกำกับการ 1 – 5 และกก.ฝอ.

พ.ศ. 2548 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2548 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการเป็นกองบังคับการหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออื่นในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2548 ยกเลิกส่วนราชการเดิมตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2539 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แล้วจัดตั้งส่วนราชการใหม่ จึงใช้ชื่อ "กองบังคับการปราบปราม" ดังในเช่นปัจจุบัน...

พ.ศ. 2552 ได้มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2552 และประกาศสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องการกำหนดหน่วยงานและเขตอำนาจความรับผิดชอบหรือเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของส่วนราชการ โดยกองบังคับการปราบปรามประกอบด้วย 1 กองกำกับการฝ่ายอำนวยการ , กองกำกับการ 1-6 , กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ และกลุ่มงานสอบสวน


พันตำรวจโทวิศิษฎ์ สุนทราวัฒน์ 

รอง ผบ ตร ตชด  ภาค ที่ 1

https://csd.cib.go.th/home



Google

Google Event Community Guidelines and Anti-Harassment Policy

Google is dedicated to providing a harassment-free and inclusive event experience for everyone regardless of gender identity and expression, sexual orientation, disabilities, neurodiversity, physical appearance, body size, ethnicity, nationality, race, age, religion, or other protected category. We do not tolerate harassment of event participants in any form. Google takes violations of our policy seriously and will respond appropriately.

All participants of Google events must abide by the following policy:

  1. Be excellent to each other. We want the event to be an excellent experience for everyone regardless of gender identity and expression, sexual orientation, disabilities, neurodiversity, physical appearance, body size, ethnicity, nationality, race, age, religion, or other protected category. Treat everyone with respect. Participate while acknowledging that everyone deserves to be here -- and each of us has the right to enjoy our experience without fear of harassment, discrimination, or condescension, whether blatant or via micro-aggressions. Jokes shouldn’t demean others. Consider what you are saying and how it would feel if it were said to or about you.
  2. Speak up if you see or hear something. Harassment is not tolerated, and you are empowered to politely engage when you or others are disrespected. The person making you feel uncomfortable may not be aware of what they are doing, and politely bringing their behavior to their attention is encouraged. If a participant engages in harassing or uncomfortable behavior, the event organizers may take any action they deem appropriate, including warning or expelling the offender from the event with no refund. If you are being harassed or feel uncomfortable, notice that someone else is being harassed, or have any other concerns, please contact a member of the event staff immediately.
  3. Harassment is not tolerated. Harassment includes, but is not limited to: verbal language that reinforces social structures of domination related to gender identity and expression, sexual orientation, disabilities, neurodiversity, physical appearance, body size, ethnicity, nationality, race, age, religion, or other protected category; sexual imagery in public spaces; deliberate intimidation; stalking; following; harassing photography or recording; sustained disruption of talks or other events; offensive verbal language; inappropriate physical contact; and unwelcome sexual attention. Participants asked to stop any harassing behavior are expected to comply immediately.
  4. Practice saying "Yes and" to each other. It’s a theatre improv technique to build on each other’s ideas. We all benefit when we create together.

This policy extends to talks, forums, workshops, codelabs, social media, parties, hallway conversations, all attendees, partners, sponsors, volunteers, event staff, etc. You catch our drift. Google reserves the right to refuse admittance to, or remove any person from, any Google hosted event (including future Google events) at any time in its sole discretion. This includes, but is not limited to, attendees behaving in a disorderly manner or failing to comply with this policy, and the terms and conditions herein. If a participant engages in harassing or uncomfortable behavior, the event organizers may take any action they deem appropriate, including warning or expelling the offender from the event with no refund.

Our event staff can usually be identified by special badges/attire. Our zero tolerance policy means that we will look into and review every allegation of violation of our Event Community Guidelines and Anti-Harassment Policy and respond appropriately. Please note, while we take all concerns raised seriously, we will use our discretion as to determining when and how to follow up on reported incidents, and may decline to take any further action and/or may direct the participant to other resources for resolution.

Event staff will be happy to help participants contact hotel/venue security or local law enforcement, provide escorts, or otherwise assist those experiencing discomfort or harassment to feel safe for the duration of the event. We value your attendance.

Exhibiting partners, sponsors or vendor booths, or similar activities are also subject to this policy. In particular, exhibitors should not use sexualized images, activities, or other material. Booth staff (including volunteers) should not use sexualized clothing/uniforms/costumes, or otherwise create a sexualized environment. Participants and exhibiting partners or sponsors disobeying this policy will be notified and are expected to stop any offending behavior immediately.

Why this policy is important

Harassment at events and in online communities is unfortunately common. Creating an official policy aims to improve this by making it clear that harassment of anyone for any reason is not acceptable within our events and communities. This policy may prevent harassment by clearly defining expectations for behavior, aims to provide reassurance, and encourages people who have had bad experiences at other events to participate in this one.

License and attribution

This policy is licensed under the Creative Commons Zero license.

This policy is based on and influenced by several other community policies including: Ohio LinuxFest Anti-Harassment policy, Con Anti-Harassment Project, Geek Feminism Wiki (created by the Ada Initiative), ConfCodeofConduct.com, JSconf, Rust, Diversity in Python, and Write/Speak/Code.

หลักเกณการดำเนินการทางด้านวินัยแก่ข้าราชการ

     หมวดหมู่ตามศักดิ์กฎหมาย: หนังสือเวียน
หมวดหมู่ตามเรื่อง: 7. วินัย

สถานะการใช้งาน: ใช้งาน

การเข้าชม

17058

ครั้ง

ผู้รับผิดชอบหลัก:

สำนักมาตรฐานวินัย (สมว.)

ที่ นร 1011/ว 1 เรื่อง กฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ.2556
ว 1/2557